เช้าวันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มเปิดใช้ JR Kanto pass วันแรก ว่าแล้วก็จับรถไฟสาย JR ไปที่เมืองคามาคุระกัน (Kamakura)เลย

   คามาคุระเป็นเมืองเล็กๆในหุบเขา มีอ่าวคามาคุระช่วยสร้างบรรยากาศ สงบ วัดและศาลเจ้าเยอะมากไล่มาตั้งแต่คิตะคามาคุระ เมืองนี้มีความเป็น suburb สูงมาก ชอบบรรยากาศและความไม่วุ่นวายของที่นี่ เป้าหมายหลักของเราคือ องค์พระใหญ่ไดบุตสึ เริ่มต้นการเดินทางวันนี้จากสถานีคิตะคามาคุระด้วยวัดเอ็งคะคุจิ วัด 1 ใน 5 ของนิกายเซน สร้างขึ้นเพื่อไว้อาลัยให้กับทหารญี่ปุ่นและชาวมองโกลในสงครามกุบไลข่าน

คามาคุระเป็นเมืองเรียบร้อยน่ารัก

ซื้อบัตรเช้าชมก่อนเลย

                  ภายในวัดสงบร่มรื่น มีประตูไม้แกะสลักขนาดใหญ่ และระฆังยักษ์ที่ถือเป็นสมบัติของชาติ และยังมีสวนญี่ปุ่นสวยงามท่ามกลางหุบเขาอีกด้วย นับเป็นโชคดีของเราที่วันนี้นักท่องเที่ยวในวัดนี้ไม่เยอะมาก เราจึงมีพื้นที่ที่จะซึมซับเอาทั้งบรรยากาศและความสวยงามได้อย่างเต็มที่ ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ซากุระกำลังบาน เชื่อว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ในการดื่มด่ำบรรยากาศแห่งสีชมพูแน่นอน

สวนญี่ปุ่นที่ตกแต่งอย่างสวยงามและระฆังยักษ์ที่ถือเป็นสมบัติของชาติ

                ที่นี่นอกจากจะเป็นวัดแล้ว ภายในยังมีโรงเรียนอนุบาล ด้วยความที่ตอนนี้เป็นเวลาเช้าเราจึงได้พบกับแม่บ้านญี่ปุ่นจำนวนมากที่กำลังพาลูกมาที่โรงเรียน ระหว่างทางได้ยินแต่เสียงโอฮาโยโกไซมัสมาตลอด เป็นภาพบรรยากาศที่อบอุ่นและน่ารักที่หาได้แค่ที่นี่เท่านั้น แต่ในโรงเรียนไม่อนุญาตให้เข้าและถ่ายรูป เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ

โรงเรียนบนเขาทำให้ลูกๆของเราแข็งแรง เดินจนเมื่อยเลย

แต่ก็คุ้มถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้เห็น อากาศดีๆแบบนี้น่าจะเก็บกลับกรุงเทพได้

                จากนั้นเราก็จับรถไฟมาถึงสถานีคามาคุระแล้วนั่งรถไฟท้องถิ่นเอโนะเด็งมาลงที่สถานีฮะเซะ จุดนี้เองที่สองเท้าของเราจะเริ่มทำงานอย่างจริงจัง ออกจากสถานีก็เจอกับความมินิมอลของบ้านเมืองที่นี่ ระหว่างทางมีร้านรวงมากมายทั้งขายของที่ระลึกหรือไอติมซอฟเสริฟที่เรามักพบได้บ่อยๆจากภาพถ่ายของนักท่องเที่ยว วันนี้เรามีเพื่อนร่วมทางหลายกลุ่มทั้งกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษา และแบคแพคเกอร์อีกหลายสิบคน ทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือ วัดโคโตะคุอิน อาจจะฟังไม่คุ้นแต่ถ้าบอกว่า วัดพระใหญ่ไดบุตสึ ทุกคนร้องอ๋อแน่นอน

ระหว่างทางที่สำคัญพอๆกับปลายทาง

ที่นี่แหละไม่ผิดแน่นอน

บอกแล้วว่าเมืองนี้มันมินิมอลตั้งแต่บ้านไปจนเจ้าของบ้าน

กินไอติมกัน เอารสอะไรดีคะ มีหลายรสเลยค่ะ

โว๊ะ! ของที่ระลึก 100 เยนมีจริง

                  เมื่อเข้ามาภายในวัด ก่อนที่จะเข้าไปถึงด้านในจะต้องทำการล้างตัวเสียก่อนตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น ยืนดูอยู่นานจับใจความสำคัญได้ว่า ต้องล้างมือตามด้วยล้างหน้าแล้วค่อยเดินเข้าไป เมื่อเข้ามาก็พบกับความยิ่งใหญ่ที่แฝงความขลังเอาไว้ด้วย พระพุทธรูปไดบุตสึถูกสร้างครั้งแรกด้วยไม้ แต่ด้วยผลพวงจากพายุไต้ฝุ่นที่พัดถล่มเมืองคามาคุระทำให้องค์พระเสียหายจึงได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยสัมฤทธิ์ ในเวลาต่อมาแม้จะเกิดภัยพิบัติจนทำให้บ้านเมืองเสียหายหรือฐานครอบองค์พระเสียหายเท่าใด องค์พระก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่เสียหายแต่อย่างใด นำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาของชาวญี่ปุ่นเรื่อยมา ปัจจุบันองค์พระไดบุตสึนี้เป็นองค์พระสัมฤทธิ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น เป็นรองพระใหญ่ที่เมืองนาราเท่านั้น เอาไงโอกาสหน้าจะต้องหาโอกาสไปสักการะองค์พระใหญ่อันดับหนึ่งให้ได้

นี่เลย Daibutsu Mae มาถูกทางแล้ว

ซื้อบัตรก่อนเข้าชมสถานที่เสียหน่อย

ยิ่งใกล้ยิ่งมองเห็นได้ชัดว่ายิ่งใหญ่เพียงใด

สวนญี่ปุ่นด้านหลังองค์พระ ร่มรื่นสบายตาเป็นที่สุด

               ออกจากวัดไดบุตสึก็เดินมาจนถึงแยกฮะเสะ สถานที่ที่เราจะไปคือ วัดฮะเสะเดระหรือวัดเจ้าแม่กวนอิม ความพิเศษอยู่ที่เจ้าแม่กวนอิมที่นี่ทำจากไม้แกะสลักโดยพระชาวญี่ปุ่นรูปหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปถึงในวัดเราได้ให้ฝรั่งหนุ่มถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกให้เราเสียหน่อย เอาตรงประตูทางเข้านี่เลยให้รู้ไว้ว่าคนไทยมาถึงแล้ว

Advertisement

              อันที่สองจากบน อีก 500 เมตรเท่านั้น มีภาษาอังกฤษกำกับแล้วเพราะฉะนั้นไม่ยาก

100 เมตรสุดท้าย

              จุดน่าสนใจในวัดนี้มีเยอะมาก ตั้งแต่สวนญี่ปุ่นที่คอยต้อนรับอยู่ด้านหน้าถ้าเป็นช่วงซากุระคงจะดีงามไม่ใช่น้อย ไปจนถึงเจ้าแม่กวนอิมไม้สลัก แต่เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะเรากลับสนใจอีกสถานที่หนึ่งมากกว่านั่นคือ จุดชมทัศนียภาพอ่าวคามาคุระ ลมเย็นของปลายฤดูใบไม้ผลิบวกกับภาพเมืองเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาช่างเข้ากันเสียจริง

             ประตูทางเข้าที่เห็นเด่นเป็นสง่า พอมารวมกับนักเรียนญี่ปุ่นยิ่งให้อารมณ์ของความเป็นญี่ปุ่นมากขึ้น…

 

ชำระร่างกายก่อนเข้าวัดตามธรรมเนียมปฏิบัติของคนที่นี่

สวนญี่ปุ่นภายในวัดและหอระฆังไม้

          คามาคุระคือจุดเล็กๆท่ามกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย สบายตา และสบายใจ

ใช้เวลาอยู่ที่วัดพอสมควรแล้ว ได้เวลาเดินทางไปต่อ จุดหมายต่อไปของเราที่Kamakura คือเกาะเอโนะชิมะ เกาะนี้อยู่ไม่ไกลจากคามาคุระมากนักสามารถนั่งรถไฟเอโนะเด็งไปได้ ก่อนจะไปถึงเกาะนี้จะต้องเดินผ่านซุบะนะโดริ สะพานที่ทอดยาวไปจนถึงตัวเกาะ สองข้างทางคือภาพของอ่าวคามาคุระที่นิ่งสงบ ระหว่างนั้นเราเจอคุณตาคุณยายพาสุนัขโกลเด้นรีทรีเวอร์สามตัวมาเดินเล่นด้วย ด้วยความตื่นเต้นจึงได้ขอเข้าไปถ่ายรูปและทดลองเป็นคนจูงสุนัขเดินไปพร้อมคุณตาคุณยาย ทั้งสองพูดภาษาอังกฤษได้จึงถือว่าเป็นโชคอีกชั้นหนึ่ง ระหว่างทางที่เดินนั้นคุณตาเล่าว่าถ้าวันไหนที่อากาศดีๆจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้เลย เดินมาเรื่อยๆจนถึงเกาะก็ต้องบอกลาท่านทั้งสองพร้อมกับน้องๆอีกสามตัว

เชิญด้านนี้เลยค่ะ

เดินตามสะพานมาเลย ใกล้ถึงแล้วเอโนะชิมะของเรา

                    เกาะนี้ต้อนรับเราด้วยร้านรวงต่างๆมากมายพร้อมด้วยรอยยิ้มจากผู้ให้บริการ เหมือนกำลังเดินอยู่ที่สะพานปลาแถวบ้านเราเพราะมีกลิ่นไปทะเลลอยมาเป็นระยะๆ ร้านที่นี่มีทั้งอาหารทะเลสดๆ ปลาข้าวสารที่ขึ้นชื่อ ขนมดังโงะที่คนขายทำให้เห็นตรงนั้นว่าสดใหม่และขนมของฝากอีกมากมาย เอาเป็นว่าเดี๋ยวมาเจอกันเพราะเราต้องไปที่ศาลเอโนะชิมะเสียก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล ศาลเอโนะชิมะนั้นต้องเดินขึ้นเขาไปอีกเล็กน้อยแต่ก็เหนื่อยหอบ ด้านบนมีอีกศาลที่แยกให้นักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นได้ขอพรในเรื่องต่างๆแยกกันออกไป แม้จะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกแต่ก็พอจะรู้ว่าอันไหนขออะไร ศาลที่ขอเรื่องโชคจะมีห่วงแห่งโชคลาภให้ลอด หรือศาลที่เต็มไปด้วยกุญแจที่แน่นอนว่าต้องขอพรเรื่องความรักแน่นอน นอกจากนั้นยังมีการบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเกาะนี้ด้วยเช่นกันโดยเป็นการบอกเล่าด้วยภาพที่เข้าใจง่าย

ทางเข้าศาลเจ้า

เดินขึ้นเขาไปอีก เดินได้อีก

วงล้อแห่งโชคลาภสำหรับผู้มาขอพร

อัตลักษณ์เฉพาะตัวพบได้ทุกที่บนเกาะฮอนชู

ลงไปละนะ

คนเยอะจริงๆเลย

                เดินลงมาก็เริ่มเหนื่อยและอยากหาอะไรเติมพลัง จนมาหยุดที่ร้านน้ำแข็งใสร้านหนึ่งที่กรรมวิธีการทำน่าสนใจ คือจะปั่นด้วยเครื่องปั่นเพื่อให้น้ำแข็งเป็นคล้ายสายไหม จากนั้นก็โรยด้วยท๊อปปิ้งอย่างที่เราต้องการ

มาถึงที่นี่ก็ต้องลองชาเขียวต้นตำรับ Kamakura เสียหน่อย อร่อยไม่รู้จะบอกยังไงดี

              ค่อนวันแล้วแต่การเดินทางยังไม่จบ เมื่อสูดออกซิเจนจนเต็มปอดแล้วก็ได้เวลาบอกลาคามาคุระและเอโนะชิมะแล้ว เมืองต่อไปที่เราจะไปก็คือ คือ คือ โยโกฮาม่านั่นเอง การเดินทางก็สุดแสนจะง่ายดายเพียงแค่จับรถไฟสายโชนันชินจูกุจากสถานี Kamakura ใช้เวลาเดินทางไม่นานที่สำคัญ ใช้บัตร JR Kanto pass สามารถเดินทางได้ฟรีนะ

                                      Time to say goodbye seashore

               ก่อนจะออกจาก Kamakura จริงจังก็ได้ลองเดินออกมาจากสถานีเพื่อดูบ้านเมืองซิว่าเป็นยังไง ตรงนี้คือถนนช๊อปปิ้งของเมืองคามาคุระ จำชื่อถนนไม่ได้แล้วแต่พิกัดคือเดินออกมาจากสถานีคามาคุระก็เจอเลย ส่วนใหญ่จะเป็นร้านเสื้อผ้าและของที่ระลึกของที่นี่ ถ้าเป็นคนที่ชอบจับจ่ายก็จะชอบเพราะมีให้เลือกสรรมากมายค่อนข้างคึกคักและขวั่กไขว่

 

By  ลาแนจ

สงวนลิขสิทธิ์ห้ามนำภาพถ่ายและบทความไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด

Advertisement

Comments