Fuji Kawaguchiko   เป็นทริปเที่ยวญี่ปุ่นวันสุดท้ายในการสำรวจเมืองรอบนอกโตเกียว เป้าหมายในวันนี้คือ ฟูจิและทะเลสาบคาวากูชิ การเดินทางในวันนี้ก็ง่ายดายเช่นเคย จับรถไฟ JR ไปลงที่สถานี Otsuki แล้วต่อรถไฟสาย Fuji-Q เพื่อเข้าไปถึงภูเขาไฟฟูจิ

             สำหรับผู้ที่ถือบัตร JR Kanto pass เดินทางได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติม เราออกเดินทางกันแต่เช้าเพราะตั้งใจว่าจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นจนถึงเย็น

            ทะเลสาบคาวากูชิ หน้าด่านแรกของ Fuji five lakes ห่างจากโตเกียวกว่าสองชั่วโมง ตั้งแต่ถึงสถานี otsuki ก็ได้รับออกซิเจนไปเต็มๆ ที่นี่ถือว่ามีความเป็น suburb สูงมากเช่นกัน เป็นเมืองเล็กๆในหุบเขา ทุกคนที่จะเข้าไปพบฟูจิจะต้องมาต่อรถไฟสาย Fuji-Q เพื่อเข้าไป วันนี้ลมดี อากาศวันนี้ไม่ถึงยี่สิบองศาเช่นเคย รอไม่นานนักรถไฟสาย fuji-q ก็เข้ามาเทียบท่าที่ชานชาลา รถไฟตกแต่งสวยงามน่ารักด้วยตัวการ์ตูนญี่ปุ่น เป็นความน่ารักที่มาทักทายแบบไม่ทันตั้งตัว

คนเยอะแต่เรื่องไม่แยะนะคะ

                 รถไฟสายนี้สามารถเรียกได้ว่าหวานเย็นมาก ช้ายิ่งกว่าสองแถวที่เข้าซอยบ้านแต่ข้อดีคือมันได้เห็นทัศนียภาพสองข้างทางและพลังของฟูจิ สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนของผู้คน เราได้เห็นโรงเรียนในหุบเขาที่ช่างเงียบเหงาอาจเพราะช่วงเวลานี้เด็กๆอาจจะเข้าห้องเรียนกันหมดแล้วก็เป็นได้ นั่งไปสักหน่อยเราเริ่มมองเห็นเค้าของภูเขาลูกใหญ่ ใช่แล้วมันคือฟูจิ ครั้งแรกที่ได้เห็นคือใหญ่มาก สัมผัสได้ถึงพลังของภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทเสียทีเดียว ตอนนี้ท้องฟ้าโปร่งทำให้เราสามารถเห็นเค้าได้อย่างชัดเจน มันคือความน่าเกรงขาม นี่เห็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของฟูจิเท่านั้นถ้าได้เห็นเต็มๆที่ทะเลสาบจะเป็นอย่างไร ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

อะไรขาวๆตระหง่านอยู่หลังบ้าน คุ้นว่าจะเป็นฟูจิ

พลังแห่งขุนเขามีอยู่จริง มุมนี้ฟูจิยังไม่ขี้อายเท่าไหร่

                รถไฟพาเรามาถึงสวนสนุก Fuji-q highland สวนสนุกที่มีพื้นหลังเป็นฟูจิ สถานีนี้คนลงเยอะพอสมควรแต่เพราะเราไม่ใช่แนวสวนสนุกเราจึงไม่ได้สนใจมากนัก ไม่นานนักเราก็มาถึงสถานี Kawaguchiko แต่ยังก่อน ก่อนจะไปทะเลสาบเราจะแวะไปดูชิบะซากุระที่อยู่ไม่ไกลกันมาก วิธีการเดินทางจะไปโดยรถบัสที่สามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานีเลย ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมงก็มาถึงลานชิบะซากุระ ชิบะซากุระเป็นอีกสายพันธ์หนึ่งของซากุระ เป็นต้นเตี้ยเรี่ยดินที่มีหลากหลายสีทั้งขาว ชมพู ม่วง ชิบะซากุระจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมและที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งที่เป็นที่นิยมในการมาชมชิบะซากุระ เข้ามาถึงจะพบกับลานดอกไม้หลากสีกว้างสุดลูกหูลูกตา สวย ทรงพลัง ยิ่งมีฟูจิเป็นฉากหลังพร้อมกับอากาศเย็นยิ่งเลอค่า วันนี้ท้องฟ้าโปร่งแต่ยอดฟูจิมีเมฆบังอยู่เล็กน้อย ก็สวยอีกแบบ

สถานีคาวากูชิโกะ ที่มีฉากหลังเป็นฟูจิเชื่อแล้วว่าที่นี่สามารถเห็นฟูจิได้ 360 องศา

โฉมหน้าของบัตรที่เข้าชมชิบะซากุระ ไม่แพงเลย

ชิบะซากุระสีขาวก็มีนะ เข้ากันกับสียอดฟูจิมากมากเลย

มุมนี้สวยที่สุด โชคดีที่เมฆไม่บังฟูจิด้วยแต่เลนส์กล้องหรือจะสวยเท่าตาเห็น

 

 

เหมือนจะยังไม่เต็มที่เลย แต่สวยจัง

เต็มที่และใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์

มีแค่สีขาวและชมพูซะเมื่อไหร่

แบบฟูจิก็มีนะ ให้คะแนนสร้างสรรค์สิบสิบสิบไปเลย

               นอกจากชิบะซากุระที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังเอาใจนักท่องเที่ยวด้วยตลาดนัดเล็กๆที่รวมเอาของดีจากท้องถิ่นนี้มาให้ได้เลือกกันด้วยไม่ว่าจะเป็นของที่ระลึกทำมือ หรือของกินที่ไม่ต้องห่วงเลยว่าจะหิวระหว่างที่เดินชมแถมราคายังสบายกระเป๋าอีกด้วย เดินไปจนเจอกับซุ้มหนึ่งที่หอมเย้ายวนมากและก็ได้รู้ว่ามันคือ “ ปลาข้าวสาร “ ของดีของจังหวัดนี้ กำลังย่างอยู่อย่างสดๆร้อนๆเราจะอดใจได้หรือ 1 ตัว 500 เยนเท่านั้น ลองดูซิจะสมกับคำร่ำลือรึเปล่า

นี่ปลาข้าวสารไง จำไม่ได้เหรอ

                  กรอบและนุ่มในเวลาเดียวกัน เป็นปลาย่างที่สามารถบาลานซ์ความกรอบนอกนุ่มในได้อย่างลงตัว คำแรกที่กัดสัมผัสได้ถึงความกรอบที่ไม่เกรียมของหนังตามมาด้วยความหวานของเนื้อปลา เห็นปลาตัวแค่นี้แต่เนื้อแน่นมากชนิดที่ว่าสวยซ่อนรูปเลย พอได้กินแล้วก็นึกถึงน้ำพริกแมงดาทันที คงจะดีถ้าได้เธอกับข้าวสวยร้อนมากินพร้อมกัน และที่ไม่น่าเชื่ออีกกอย่างหนึ่งคือเห็นปลาตัวแค่นี้แต่เล็กพริกขี้หนูนะคะ อิ่มมากถึงมากที่สุดเลย เมื่อท้องอิ่มก็ได้เวลากลับไปที่ทะเลสาบเสียที

Fuji is all around.

               ถึงสถานีคาวากูชิโกะ Kawaguchiko ก็ซื้อบัตรพาส พาสนี้สามารถนั่งบัสได้อย่างไม่จำกัดเที่ยวเช่นเดิม ที่แรกที่ไปคือสถานีสุดท้ายที่เค้าว่าเป็นมุมที่ฟูจิสวยที่สุด รถบัสวันนี้คือความบันเทิง มีความหลากหลายทางเชื้อชาติสูง ประเทศเราไม่แพ้เลยในเรื่องปริมาณเพื่อร่วมทางวันนี้ของเราคือคนจีน คนเกาหลี และคนไทย ระหว่างทางที่มองออกไปนอกหน้าต่าง ที่นี่มันสวยจริงๆ เป็นความทรงพลังที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็คือยิ่งใหญ่ เห็นฟูจิในทุกมุมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่ด้วยความที่แดดแรงมากทำให้ถ่ายรูปยากเลยไปล่องเรือที่ทะเลสาบอะชิก่อน คิดว่าตอนเย็นจะมาหาอีกทีแล้วกัน

 

ถึงแล้วจ้า คาวากูชิโกะ

                 ที่ทะเลสาบนี้ก็มีพาสที่น่าสนใจเช่นกัน คือพาสที่สามารถได้ทั้งล่องเนือในทะเลสาบและขึ้นกระเช้าที่อยู่ตรงข้ามกันได้ในราคาเพียง 2000 เยนเท่านั้น น่าเสียดายที่วันที่เราไปนั้นลมแรงทำให้ไม่สามารถขึ้นกระเช้าได้ ทำได้แค่ล่องทะเลสาบเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดเลยทีเดียว เวลาในการล่องทะเลสาบใช้เวลารอบละ 20 นาทีแทบอยากจะร้องไห้อยากให้เวลาเดินช้าๆเลย

Advertisement

กระเช้าคาชิคาชิ เพื่อชมวิวทะเลสาบมุมสูง แต่เสียดายลมแรงเลยอด

โชคดีมีร้านขนมไว้ปลอบใจนักท่องเที่ยวอย่างเรา

ไม่เป็นไรมาล่องเรือโจรสลัดแทนก็ได้

และนี่คือทะเลสาบอะชิ

   อยู่ที่นี่ยังไงก็เห็นฟูจิ ไม่แปลกใจแล้วจริงๆกับสิ่งมหัศจรรย์นี้

             ตอนเย็นกะว่าแดดร่มแล้วเลยมาอีกรอบ คราวนี้ฟูจิไม่ขี้อายแล้วเลยได้ชักภาพกับเค้า นั่งมองให้ตายก็ไม่เบื่อ เมืองนี้อากาศดีเหมือนนิกโก้ แต่จะนั่งเฉยๆก็กระไรอยู่ ขอสั่งกาแฟมาซะหน่อยละกันตอกย้ำชีวิตสโลว์ไลฟ์

ลาเต้เย็นริมภูเขาไฟนี่มันได้ใจจริงๆ

                ถ้าไม่บอกว่านี่คือฟูจิจะคิดว่าที่นี่คือแยกอโศก พบเจอคนไทยเยอะมากแต่ละคนคุยโทรศัพท์และส่งรูปกลับไปให้คนที่อยู่ไทยได้เห็นกัน ก็อบอุ่นไปอีกแบบเหมือนได้เจอเพื่อน นั่งอยู่จนเกือบหกโมงก็ต้องบอกลาฟูจิแล้ว โอกาสหน้าฟ้าใหม่เราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน

ชัดเจน นี่แหละที่สุดแห่งภูเขาไฟ ถึงจะไม่ดับสนิทแต่ก็ไม่น่าจะตื่นในเร็ววันแน่นอน(มั้ง)

                 วันนี้ก็เหมือนเมื่อวานที่นั่งรถบัสชมเมืองหลายรอบเพราะเดินไม่ไหวกว้างไป อยากเห็น เห็นแล้วก็อยากเห็นอีก เข้าใจแล้วว่าทำไมใครๆก็อยากไปฟูจิ และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่เราจะเที่ยวเมืองรอบนอกโตเกียว วันสุดท้ายที่ JR Kanto pass จะได้ทำหน้าที่ของมัน เป็นการบอกลาที่คุ้มค่าเหลือเกิน

ทริคการเดินทาง

จองเข้าไป จองได้จองเลย

               หลังจากที่ทริปทุกอย่างลงตัวก็ได้เวลาการจองตั๋วเครื่องบิน หนักหนาเอาการเหมือนกัน คิดอยู่นานมากว่าจะบินตรงหรือจะเป็น connecting flight สุดท้ายก็มาจบที่ “Delta Airline” บินตรงสู่ประเทศญี่ปุ่นเลย ราคาช่วงเดือนพฤษภาคมที่เดินทางสนนราคาอยู่ที่ 18,100 บาท จองผ่านหน้าเว็บของ Delta Airline ได้เลย เวลาของสายการบินก็โอเคเลย ออกจากกรุงเทพเวลา06.00 น.            นาริตะเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น รวมเวลารับกระเป๋าและซื้อตั๋วโดยสารต่างๆเข้าเมืองไม่เกินหกโมงเย็น เมื่อถึงที่พักแล้วสามารถออกมาสำรวจโตเกียวในเวลากลางคืนได้และไม่เกิดอาการ jet lag ด้วย ส่วนขากลับ ออกจากนาริตะเวลา 18.00 น.             กรุงเทพเวลา 12.00 น.หรือเที่ยงคืนนั่นเอง แอบเม้าว่าตอนขากลับนั้นเครื่องบินดีเลย์ไปชั่วโมงนึงด้วยสภาพอากาศ และเมื่อถึงกรุงเทพแล้วก็ถูกต้อนรับด้วยรัฐประหาร ทหารเต็มสนามบินและต้องตอบคำถามเยอะมากว่าทำไมถึงกลับดึกเกินเคอร์ฟิวส์ บู๊มากกว่าจะถึงบ้าน  

เหลืออะไรอีก…. ที่พัก

               ใช่ค่ะ ที่พักสำคัญมาก โลเกชั่นที่พักยิ่งสำคัญ สโนว์ดูจากตารางที่เราจะไปเที่ยวแล้วเลยฟันธงว่าเอามันตรงแถวชินจูกุนี่แหละง่ายสุด! แต่ที่พักแถวชินจูกุมันแพงมากเลยนะเนี่ยหมดตัวแน่นอน สุดท้ายมาจบที่การจองที่พักผ่าน airbnb เป็นเว็บไซต์คล้ายๆกับ agoda หรือ booking ต่างกันที่ว่าที่พักจะเป็นบ้านของคนท้องถิ่นที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้พัก ซึ่งบ้านที่เราไปพักเป็นแบบ shared house , private bedroom อยู่ในย่าน Nakano-shinbashi ห่างจากสถานี Shinjuku เพียงแค่สามสถานีเท่านั้น บ้านมีทั้งหมดสามชั้น สองชั้นเป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวแต่เราก็ได้เจอกับนักเรียนญี่ปุ่นที่มาเช่าบ้านนี้เช่นกัน แทบจะไม่ได้เจอกันเลยเพราะเราออกเช้าและเข้าบ้านดึก ที่สำคัญที่สุดนราคาไม่แพงเลยแถมบรรยากาศดีซะด้วยนะคะ ตกคืนละ 700 บาทเท่านั้น แถมใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Nakano-shinbashi ด้วย มากไปกว่านั้นอีกคือย่านนี้เต็มไปด้วยของกินต่างๆมากมายทั้งราเม็ง ข้าวหน้าต่างๆ และร้านสะดวกซื้อ Seven eleven , Lawson , Family mart รวมถึงร้านร้อยเยนอีกหลายร้าน การันตีได้เลยว่าไม่มีทางอดตายอย่างแน่นอนและสามารถหาของกินรองท้องได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน สะดวกสุดๆไปเลย เชื่อถือได้แน่นอน

เว็บไซต์ในการจอง www.airbnb.com

ห้องนอนของเรา warm , cozy and very comfortable

Nakano-shinbashi สะดวกที่สุดคือออกจากรถไฟฟ้าแล้วเจอกับร้านต่างๆทันที ไม่ต้องเดินไกล

ตอนกลางคืนก็ไม่ได้วุ่นวายแต่ก็ไม่ได้เปลี่ยว มีคาเฟ่สำหรับน้องหมาด้วย น่ารักที่สุด

อาวุธในการสำรวจคันโตของเรา ประกอบด้วย

  • JR Kanto Pass ในการสำรวจคามาคุระ โยโกฮาม่า นิกโก และคาวากูชิโกะ ราคา 8000 เยน แต่ถือว่าคุ้มมากเพราะสามารถใช้นั่งรถไฟ JR และชินคันเซ็นบางขบวนได้ ซึ่งแค่ราคาไปกลับโตเกียวนิกโกก็ปาเข้าไป 4000 กว่าเยนแล้ว บัตรนี้ใช้ได้ 3 วัน ซื้อได้ที่สนามบินนาริตะเพียงแค่ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่หน้าเค้าเตอร์ของบริษัท JR
  • Tokyo subway 3 day , 2 day ticket เป็นบัตรเหมาจ่ายรถไฟใต้ดินไม่จำกัดเที่ยวที่สามารถนั่งได้ทั้งรถไฟของ Tokyo metro และ Toei สะดวกมากในการสำรวจทุกย่านในโตเกียวตลอดห้าวัน สามารถซื้อได้ที่สนามบินนาริตะก่อนที่จะเข้าเมืองหรือซื้อตามสถานีรถไฟใหญ่ในโตเกียวได้
  • KEISEI Skyliner ใช้นั่งรถไฟเข้าเมืองจากนาริตะมาลงที่สถานี Noppori ก่อนที่จะต่อรถไฟใต้ดินเพื่อไปลงที่สถานีชินจูกุ เหมือนจะยุ่งยากแต่จริงๆไม่เลย ราคาถูกด้วยและใช้เวลาไม่นาน รถไฟจะสุดปลายทางที่สถานี Ueno เหมาะสำหรับคนที่พักอยู่แถวย่าน Ueno และ Asakusa
  • SUICA เป็นบัตรแทนเงินสดที่สามารถใช้ได้ทุกอย่างทั้งซื้อของหรือแม้กระทั่งขึ้นรถไฟ แต่ราคาจะตัดตามจริงจากในบัตร สามารถหาซื้อได้ตามสถานีใหญ่ๆในโตเกียวหรือในสนามบินก็ได้ มีอายุการใช้งานตั้ง 10 ปี เรียกว่าเอาใจสาวกโตเกียวขั้นสุด ค่าใช้จ่ายในการซื้อบัตรคือ 2000 เยน หักเป็นค่ามัดจำบัตร 500 เยน และเงินในบัตรจำนวน 1500 เยน สามารถไปแลกคืนรับเงินมัดจำได้หากต้องการ แนะนำว่าควรใช้เงิในบัตรให้หมดเพื่อจะเงินมัดจำคืนเต็มจำนวนคือ 500 เยน ถ้าใช้ไม่หมดแล้วไปแลกคืนจะได้เงินมัดจำตามจำนวนเงินที่เหลืออยู่ในบัตรนะคะ

 

 

By  ลาแนจ

สงวนลิขสิทธิ์ห้ามนำภาพถ่ายและบทความไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด

 

Advertisement

Comments